เงื่อนไขของการเตาบะฮฺ และการทำให้เงื่อนไขสมบูรณ์ โดย เชค มุฮัมมัด ศอลิหฺ อัลมุนัจญิด อิบนุ อับดุรรออูฟ แปล เตาบะฮฺ เป็นคำศัพท์ที่สำคัญยิ่ง ศัพท์คำนี้มีความหมายที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่เป็นดังที่คนจำนวนมากคิดกัน โดยเป็นเพียงถ้อยคำที่ถูกเอ่ยมาจากลิ้น แล้วก็ยังคงกระทำบาปกันต่อไป ขอให้ท่านได้ใคร่ครวญในพระดำรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่ว่า ﴿ وَأَنِ اسْتَغْفِرُوا رَبَّكُمْ ثُمَّ تُوبُوا إِلَيْهِ ﴾ และพวกท่านจงขออภัยโทษ(อิสติฆฟารฺ)จากพระเจ้าของพวกท่าน แล้วจงสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว(เตาบะฮฺ)ต่อพระองค์ [1] ท่านจะพบว่า เตาบะฮฺ(การสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว) เป็นเรื่องที่เพิ่มจากอิสติฆฟารฺ(การขออภัยโทษ) เนื่องจากเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง มันจึงต้องมีเงื่อนไขเข้ามา บรรดาอุละมาอ์ได้กล่าวถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ของการเตาบะฮฺ ซึ่งได้นำมาจากอัล-กุรอานและอัล-ฮะดีษ ดังเงื่อนไขที่อุละมาอ์บางท่านได้วางไว้ ดังต่อไปนี้ 1.ต้องละทิ้งบาปนั้นโดยทันที 2.มีความเสียใจต่อการกระทำที่ผ่านมา 3.มีความตั้งใจที่แน่วแน่ที่จะไม่หวนกลับไปกระทำอีก 4.การคืนสิทธิต่าง ๆ ให้แก่ผู้ที่ถูกอธรรม หรือการขอให้ผู้ที่ถูกอธรรมอภัยให้ อุละมาอ์บางท่านได้วางรายละเอียดอื่นๆ เพื่อเป็นเงื่อนไขของการเตาบะฮฺที่จริงใจ เราจะขอยกมาเป็นตัวอย่างบางส่วน ดังต่อไปนี้ 1.จะต้องละทิ้งบาปเพื่ออัลลอฮฺ ตะอาลา เท่านั้น มิใช่เพื่อสิ่งอื่น ๆ เช่น การละทิ้งบาปเนื่องจากไม่มีความสามารถที่จะทำบาป หรือกลัวคนนำไปพูด เป็นต้น เรายังไม่เรียกว่าเป็น “ผู้กลับเนื้อกลับตัว” เพียงแค่ละทิ้งบาปอันเนื่องจากกลัวว่ามันจะกระทบต่อเกียรติยศและชื่อเสียงของเขาในหมู่ผู้คน หรือบางทีกลัวว่าจะถูกไล่ออกจากงาน เรายังไม่เรียกว่าเป็น “ผู้กลับเนื้อกลับตัว” เพียงแค่ละทิ้งบาปเพื่อรักษาสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย ดังผู้ที่ละทิ้งการผิดประเวณี(ซีนา)หรือความลามกอนาจารอื่นๆ อันเนื่องจากความกลัวโรคติดต่อที่ร้ายแรงต่าง ๆ หรือกลัวว่ามันจะทำให้ร่างกายอ่อนแอและความจำเสื่อมลง เรายังไม่เรียกว่าเป็น “ผู้กลับเนื้อกลับตัว” เพียงแค่ละทิ้งการเอาสินบน อันเนื่องจากความกลัวว่าผู้ที่มาติดสินบนอาจมาจากหน่วยงานป้องกันและปราบปรามการประพฤติมิชอบ(ที่ปลอมตัวมา) เป็นต้น เรายังไม่เรียกว่าเป็น “ผู้กลับเนื้อกลับตัว” เพียงแค่เลิกดื่มสุราและการเสพยาเสพติด อันเนื่องจากความกลัวว่าตนเองจะไร้สิ้นเงินทองที่จะไปหาซื้อมัน เช่นเดียวกัน เรายังไม่เรียกว่าเป็น “ผู้กลับเนื้อกลับตัว” เพียงแค่เขาหมดทางที่จะทำบาป เนื่องจากมีเหตุที่เป็นอุปสรรคอันไม่อาจทำให้ความตั้งใจของเขาเป็นจริงได้ เช่น คนโกหกที่ไม่อาจโกหกได้ เพราะเป็นอัมพาตจนไม่สามารถออกเสียงได้ หรือคนผิดประเวณี(ซีนา)ที่ไม่อาจกระทำเรื่องนี้ได้ เพราะหมดสมรรถภาพทางเพศ หรือโจรลักขโมยที่ไม่อาจขโมยอะไรใครได้ เพราะประสบอุบัติเหตุ จนสูญเสียแขนขาไป เพราะฉะนั้น คนที่อยู่ในสภาพเหล่านี้จำต้องมีความเสียใจในความผิดและต้องละทิ้งความกระหายในการทำบาปเหล่านี้ หรือต้องเศร้าสลดในการกระทำที่ผ่านมาในอดีต กรณีเช่นนี้ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้กล่าวว่า (( النَّدَمُ تَوْبَةٌ )) ความเสียใจ คือการเตาบะฮฺ(การสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว)[2] ในทรรศนะของอัลลอฮฺ ตะอาลา ผู้ที่ไม่มีความสามารถแต่ยังกระหายจะกระทำบาปด้วยวาจาอยู่อีก เทียมเท่ากับผู้ที่กระทำบาปนั้น ๆ ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้กล่าวว่า (( إِنَّمَا الدُّنْيَا لِأَرْبَعَةِ نَفَرٍ عَبْدٍ رَزَقَهُ اللَّهُ مَالًا وَعِلْمًا فَهُوَ يَتَّقِي فِيهِ رَبَّهُ وَيَصِلُ فِيهِ رَحِمَهُ وَيَعْلَمُ لِلَّهِ فِيهِ حَقًّا فَهَذَا بِأَفْضَلِ الْمَنَازِلِ وَعَبْدٍ رَزَقَهُ اللَّهُ عِلْمًا وَلَمْ يَرْزُقْهُ مَالًا فَهُوَ صَادِقُ النِّيَّةِ يَقُولُ لَوْ أَنَّ لِي مَالًا لَعَمِلْتُ بِعَمَلِ فُلَانٍ فَهُوَ بِنِيَّتِهِ فَأَجْرُهُمَا سَوَاءٌ وَعَبْدٍ رَزَقَهُ اللَّهُ مَالًا وَلَمْ يَرْزُقْهُ عِلْمًا فَهُوَ يَخْبِطُ فِي مَالِهِ بِغَيْرِ عِلْمٍ لَا يَتَّقِي فِيهِ رَبَّهُ وَلَا يَصِلُ فِيهِ رَحِمَهُ وَلَا يَعْلَمُ لِلَّهِ فِيهِ حَقًّا فَهَذَا بِأَخْبَثِ الْمَنَازِلِ وَعَبْدٍ لَمْ يَرْزُقْهُ اللَّهُ مَالًا وَلَا عِلْمًا فَهُوَ يَقُولُ لَوْ أَنَّ لِي مَالًا لَعَمِلْتُ فِيهِ بِعَمَلِ فُلَانٍ فَهُوَ بِنِيَّتِهِ فَوِزْرُهُمَا سَوَاءٌ )) ในโลกนี้มีคนอยู่ 4 กลุ่ม (1)บ่าวที่อัลลอฮฺประทานทรัพย์สินและความรู้ให้ ด้วยสิ่งเหล่านี้เขาได้ยำเกรงพระผู้เป็นเจ้าของเขา และด้วยสิ่งเหล่านี้เขาได้เชื่อมความสัมพันธ์กับเครือญาติของเขา และเขารู้ถึงสิทธิของอัลลอฮฺอยู่เหนือสิ่งที่เขาได้รับ นี่เป็นสถานะอันประเสริฐสุด (2)บ่าวที่อัลลอฮฺประทานความรู้ให้ โดยที่ไม่พระองค์ไม่ได้ประทานทรัพย์ให้ ดังนั้น เขาเป็นที่มีความตั้งใจที่สัตย์จริง โดยเขากล่าวว่า หากฉันมีทรัพย์สิน ฉันจะกระทำดังเช่นที่คนผู้นั้นได้กระทำ ดังนั้น ด้วยความตั้งใจนี้ รางวัลของทั้งสองคนนี้จึงเหมือนกัน (3)บ่าวที่อัลลอฮฺได้ประทานทรัพย์สินให้ โดยที่พระองค์ไม่ได้ประทานความรู้ให้ เขาได้ผลาญทรัพย์สินโดยปราศจากความรู้ เขาไม่มีความยำเกรงพระผู้เป็นเจ้าของเขาในเรื่องนี้ เขาไม่เชื่อมความสัมพันธ์กับเครือญาติของเขาในเรื่องนี้ และเขาไม่รู้ถึงสิทธิของอัลลอฮฺในเรื่องนี้ ดังนั้น นี่คือสถานะที่ต่ำที่สุด (4)บ่าวที่อัลลอฮฺไม่ได้ประทานทั้งทรัพย์สินและความรู้ให้ เขาจึงได้กล่าวว่า หากฉันมีทรัพย์สิน ฉันจะทำเหมือนกับที่ชายคนนั้นทำ(ชายคนที่ 3)ในเรื่องนี้ ดังนั้น ด้วยความตั้งใจนี้ บาปของเขาทั้งสองคนนี้จึงเสมอเหมือนกัน [3] 2.ต้องรู้สึกถึงความน่ารังเกียจและอันตรายของบาปนั้น เตาบะฮฺที่แท้จริงจะไม่สามารถอยู่กับความรู้สึกเอร็ดอร่อยและอิ่มอกอิ่มใจ เมื่อหวนรำลึกถึงบาปที่ก่อไว้ในอดีต หรือยังมีความหวังอยู่ว่าจะกลับไปทำเรื่องดังกล่าวอีกในอนาคต อัลลามะฮฺ อิบนุ กอยยิม ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ดาอ์ วัด ดาวาอ์ และหนังสือ อัล-ฟาวาอิด ถึงอันตรายอันมากมายของบาปต่าง ๆ ดังเช่น ความรู้จะถูกดึงออก – หัวใจจะอ้างว้าง – การงานจะยุ่งยาก – ร่างกายจะอ่อนแอ – การฏออะฮฺ(เชื่อฟังอัลลอฮฺ)จะขาดหาย – บะเราะกะฮฺ(ความเป็นสิริมงคล)จะลบเลือน – ความสำเร็จจะลดน้อย – หัวอกจะตีบตัน(ไร้ความสุข) – จะก่อเกิดความเลวร้าย – จะเคยชินกับบาป – จะถูกลดเกียรติ ณ อัลลอฮฺ – จะถูกดูหมิ่นจากผู้คน – จะถูกสาปแช่งจากสิงสาราสัตว์ – ความต่ำต้อยจะปกคลุม – หัวใจจะถูกประทับตราและจะเข้าไปอยู่ใต้การสาปแช่ง(จากอัลลอฮฺ) – ดุอาอ์(คำวิงวอน)จะไม่ถูกตอบรับ – จะเกิดความเสื่อมเสียทั้งบนผืนดินและในทะเล – จะหมดความน่าเชื่อถือ – จะสูญเสียความอาย – ความโปรดปรานจะหายไป – ความหายนะจะลงมา – ความหวาดกลัวจะเข้าไปอยู่ในหัวใจ – จะตกไปอยู่ในคอกของชัยฏอน – จะพบกับจุดจบของชีวิตที่เลวร้าย – จะพบกับการลงทัณฑ์ในวันแห่งชีวิตหลังความตาย การรับรู้ต่ออันตรายของบาปเหล่านี้ จะทำให้ห่างไกลจากบาปทั้งหมด แท้จริงบางคนได้ถอนตัวจากบาปหนึ่ง แต่ก็ต้องตกไปสู่การกระทำอีกบาปหนึ่ง ด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้ อาจเกิดจากความเชื่อว่า บาปนั้นมีน้ำหนักที่เบากว่า อาจเกิดจากตัวเขามีอารมณ์โน้มเอียงไปสู่บาปนั้นมากกว่า และความปรารถนาในบาปนั้นเข้มข้นกว่า อาจเกิดจากสภาพแวดล้อมในการทำบาปนั้นทำง่ายกว่าบาปอื่น ๆ บาปนี้จึงแตกต่างกับบาปที่ต้องการการตระเตรียม ต่าง ๆ ซึ่งปัจจัยในการทำบาปนั้นจึงต้องมีความพร้อมมากกว่า อาจเกิดจากเขามีเพื่อนฝูงที่อยู่กับการทำบาปนั้น และเป็นเรื่องยากที่เขาจะแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนเหล่านี้ อาจเกิดจากบาปที่บางคนได้ทำนั้น มันนำมาซึ่งหน้าตาและความมีระดับในหมู่เพื่อน ๆ ของเขา ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะยอมสูญเสียสถานะดังกล่าว เขาจึงยังคงทำบาปนั้นต่อไป ดังที่เกิดขึ้นกับพวกหัวหน้าแก๊งที่ก่อความชั่วและสร้างความเสื่อมเสียทั้งหลาย เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้น อบู นาวาส กวีสัปดนคนหนึ่ง ในกรณีเมื่อกวีอีกท่านหนึ่งคืออบุล อะตาฮียะฮฺ ซึ่งเป็นกวีที่ให้ข้อคิดข้อเตือนใจได้ตำหนิถึงความไร้ยางอายของเขาในการทำบาปนี้ เขากลับตอบเป็นบทกวีว่า أتراني يا عتاهي تاركاً تلك الملاهي أتراني مفسداً بالنسك عند القوم جاهي ท่านอยากเห็นข้า โอ้ อะตาฮียฺ ทอดทิ้งความสนุกจำพวกนี้ !!! ท่านอยากเห็นข้า ทำลายเกียรติยศของข้าต่อผู้คนเหล่านี้ ด้วยกับการอุทิศตนเพื่อความดี !!! 3.ต้องรีบเร่งไปสู่การเตาบะฮฺ(การสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว)แท้จริงการล่าช้าในการเตาบะฮฺถือว่าเป็นการกระทำผิดในตัวมันเองอีกอย่าง ซึ่งต้องการการเตาบะฮฺด้วยเช่นกัน 4.ต้องหวั่นเกรงว่าการเตาบะฮฺของเขานั้นจะมีความบกพร่อง อย่าปักอกปักใจว่ามันจะถูกตอบรับ ด้วยการมั่นอกมั่นใจในตัวเองและรู้สึกว่าตัวเองรอดปลอดภัยแล้วจากการวางแผนจัดการโดยอัลลอฮฺ ตะอาลา 5.ต้องคืนสิทธิของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่หายไป หากมีความสามารถ เช่นการออกซะกาตที่ไม่ได้จ่ายในอดีต และถือว่าเป็นการคืนสิทธิของคนยากจนที่อยู่ในซะกาตนั้นด้วย 6.ต้องแยกตัวออกจากสถานที่ทำบาป หากว่าการมีอยู่ของมันอาจทำให้เขาต้องตกสู่การกระทำบาปนั้นอีกครั้ง 7.ต้องแยกตัวออกจากบุคคลที่ช่วยเหลือในการทำบาป กรณีนี้นำมาจากฮะดีษเกี่ยวกับผู้ที่ฆ่าคน 100 ศพ ซึ่งเราจะนำเรื่องนี้มาเสนอข้างหน้าต่อไป อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสไว้ว่า ﴿ الْأَخِلَّاءُ يَوْمَئِذٍ بَعْضُهُمْ لِبَعْضٍ عَدُوٌّ إِلَّا الْمُتَّقِينَ ﴾ ในวันนั้นบรรดามิตรสหายจะเป็นศัตรูกัน นอกจากบรรดาผู้ยำเกรง [4] เพื่อนชั่วนั้นจะสาปแช่งซึ่งกันและกันในวันกิยามะฮฺ ด้วยเหตุนี้ – โอ้ ผู้กลับเนื้อกลับตัว – ท่านต้องปลีกตัวออกจากพวกเขา ท่านต้องแยกตัวและตัดขาดจากพวกเขา ท่านต้องสำทับพวกเขา หากท่านไม่อาจทำการดะอฺวะฮฺ(เชิญชวน)พวกเขาได้ ท่านอย่าให้ชัยฏอนหลอกลวงท่าน โดยทำให้ท่านต้องหวนกลับไปยังพวกเขาอีก ด้วยเหตุผลเพื่อดะอฺวะฮฺ(เชิญชวน)พวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านรู้ตัวท่านเองว่าท่านนั้นอ่อนแอและไม่สามารถต้านทานสิ่งล่อลวงต่าง ๆ ได้ มีสภาพมากมายที่ทำให้คนหลายคนต้องหวนกลับไปสู่การทำบาป อันเนื่องจากการกลับไปมีความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงในอดีต 8.ต้องขจัดสิ่งที่ต้องห้ามต่างๆที่ยังมีอยู่ที่ตัวของเขา ดังเช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดนตรี เช่น อูด(เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่มีสาย)และมิซมาร(เครื่องดนตรีที่ใช้เป่า) ภาพและภาพยนตร์ที่ต้องห้าม นิยายประโลมโลก และรูปปั้นต่างๆ สิ่งของจำพวกนี้แหละที่จะต้องทำลาย ขจัด หรือเผาทิ้งเสีย ประเด็นที่ผู้กลับเนื้อกลับตัวต้องถอดสิ่งประดับแห่งญาฮิลียะฮฺตรงธรณีประตูแห่งการยืนหยัดนั้นจำต้องทำให้ได้ มีเรื่องเล่าเท่าไรแล้วที่เกิดขึ้นกับผู้กลับเนื้อกลับตัวที่ยังคงไว้ซึ่งสิ่งต้องห้ามเหล่านี้ไว้ จนเป็นสาเหตุให้เขาเตาบะฮฺไม่สำเร็จ และต้องหลงออกไปจากทางนำ เราขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ให้ประทานความมั่นคงด้วยเถิด 9.ต้องเลือกเพื่อนที่ดี ผู้ที่จะช่วยเขาแทนที่เพื่อนชั่ว ผู้ที่ช่วยให้เขาสนใจเข้าร่วมวงรำลึก(ฮะละเกาะฮ ซิกรฺ)ถึงอัลลอฮฺ ตะอาลา และวงความรู้(มัจญลิสุล อิลมฺ) และช่วยทำให้เวลาของเขาเต็มไปด้วยสิ่งที่ให้ประโยชน์ จนกระทั่งชัยฏอนไม่พบว่าเบื้องหน้าของเขามีช่องว่างที่ทำให้เขานึกถึงอดีตได้ 10.ต้องปรับปรุงร่างกายที่เติบโตด้วยสิ่งต้องห้าม โดยเขาต้องเปลี่ยนการเชื่อฟังไปเชื่อฟังอัลลอฮฺ ตะอาลา และแสวงหาสิ่งที่ฮะลาล(อนุมัติ) จนกระทั่งเลือดเนื้อที่ดีได้เติบโตขึ้นมาแทนที่ 11.การเตาบะฮฺนั้นต้องเกิดขึ้นก่อน ฆ็อรเฆาะเราะฮฺ - เสียงดังที่ลูกกระเดือก (หมายถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต) และก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก(เป็นสัญญานสำคัญที่ชี้ถึงช่วงเวลาสุดท้ายก่อนวันสิ้นโลก) คำว่า ฆ็อรเฆาะเราะฮฺ - เสียงดังที่ลูกกระเดือก คือ เสียงที่ออกมาจากลูกกระเดือกขณะที่วิญญาณถูกดึงออกมา ความหมายของทั้งสองเหตุการณ์ คือต้องเตาบะฮฺก่อนกิยามะฮฺ ศุฆรอ(กิยามะฮฺเล็ก คือความตาย) และกิยามะฮฺ กุบรอ(กิยามะฮฺใหญ่ คือวันสิ้นโลก) ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้กล่าวว่า ((مَنْ تَابَ إِلَى اللهِ قَبْلَ أَنْ يُغَرْغِرَ قَبِلَ اللَّهُ مِنْهُ)) ใครที่เตาบะฮฺ(สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว)ไปยังอัลลอฮฺก่อน ฆ็อรเฆาะเราะฮฺ - เสียงดังที่ลูกกระเดือก(ลมหายใจสุดท้าย)อัลลอฮฺจะรับการเตาบะฮฺจากเขา[5] และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้กล่าวว่า ((مَنْ تَابَ قَبْلَ أَنْ تَطْلُعَ الشَّمْسُ مِنْ مَغْرِبِهَا تَابَ اللَّهُ عَلَيْهِ )) ใครที่เตาบะฮฺ(สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว)ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก อัลลอฮฺจะรับการเตาบะฮฺจากเขา[6] ……………………………………………. เชิงอรรถ [1] อัล-กุรอาน 11:3 [2] รายงานโดยอิหม่ามอะหฺมัด , อิบนุ มาญะฮฺ, เศาะฮีฮฺ อัล ญามิอฺ 6802 [3] รายงานโดยอะหฺมัด, อัต ติรมิซียฺ, จัดว่าเป็นฮะดีษ เศาะฮีฮฺ ใน อัต ตัรฆีบ วัต ตัรฮีบ 1/9 [4] อัล-กุรอาน 43:67 [5] รายงานโดยอะหฺมัด, ติรมิซียฺ, เศาะฮีฮฺ อัล ญามิอฺ 6163 [6] รายงานโดยมุสลิม
|