ปล่อยดุนยาไปเถอะ !
รวบรวมและเรียบ เรียงโดย ดร. อะหฺมัด ฟะรี้ด ถอดความโดย นูรุ้ลฮุดา ท่านอบุล อับบาซ อัซอิดียฺ ได้กล่าวว่า “มีชายคนหนึ่งมาหาท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะซั้ลลัม และได้กล่าวว่า ‘โอ้ ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ ! โปรดแนะนำฉันถึงการกระทำที่จะทำให้อัลลอฮฺรักฉัน และผู้คนต่างก็รักฉันด้วย’ ท่านได้กล่าวว่า‘จงตัดขาดจากโลกนี้ แล้วอัลลอฮฺจะรักท่าน และจงอย่ายึดติดกับสิ่งที่ผู้คนต่างมีกัน แล้วผู้คนทั้งหลายก็จะรักท่าน’ ” (หะดีษหะซัน ของท่านอิบนุ มาญะฮฺ , กิตาบ อัซฺ-ซุฮฺดฺ) หะดีษนี้แสดงให้เห็นว่า อัลลอฮฺรักบรรดาผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในโลกดุนยานี้ ได้มีกล่าวกันว่า เมื่อผู้ใดยึดมั่นว่าการมีความรักต่ออัลลอฮฺเป็นสถานภาพอันประเสริฐสุดยิ่งสำหรับเขา เมื่อนั้นความเป็นอยู่อันเรียบง่ายก็จะเป็นสภาพดียิ่งสำหรับเขาความเป็นอยู่อันเรียบง่าย อยู่อย่างสมถะ หมายความว่า ท่านจะต้องหักห้ามความต้องการสิ่งใดๆในโลกนี้ โดยหวังที่จะได้รับสิ่งที่ดีกว่าแทน เพื่อให้บรรลุถึงความมุ่งหมายนี้ง่ายขึ้น ท่านจะต้องตระหนักเป็นประการแรกว่า บรรดาสิ่งทั้งหลายที่คนทั่วไปต่างปรารถนาอันแรงกล้าอยากจะได้มันในโลกนี้นั้น ที่จริงแล้วมันไร้ค่ายิ่ง เมื่อเทียบกับสิ่งที่เราหวังจะได้รับในโลกหน้า หากเรารู้ว่าสิ่งที่อัลลอฮฺจะเหลือเพียงเศษเล็กๆน้อยๆไว้ให้ในโลกนี้ และชีวิตใหม่ที่จะมีมาข้างหน้านั้นดีกว่าและมั่นคงถาวรกว่า เราก็จะตระหนักได้ว่า ชีวิตในโลกนี้จริงๆแล้วก็เหมือนกับน้ำแข็งก้อนหนึ่งบนดวงอาทิตย์ ซึ่งจะละลายหายไปสิ้น ส่วนอาคิเราะฮนั้นคงอยู่ตลอดกาลฺ เราพบว่าโลกนี้และโลกหน้าได้บรรยายไว้ในอัล-กุรอานดังนี้“ หามิได้ พวกเจ้าเลือกเอาการมีชีวิตในโลกนี้ต่างหาก ทั้งๆที่โลกหน้านั้นดีกว่าและยั่งยืน กว่า” ซูเราะฮฺ อัล-อะ‘อลา : 16-17 “ …พวกเจ้าต้องการสิ่งดึงดูดใจแห่งโลกนี้ แต่อัลลอฮฺต้องการโลกหน้า(สำหรับเจ้า) ” (ซูเราะฮฺ อัล-อัมฟาล : 67 ) “ …และพวกเขายินดีมีความสุขต่อชีวิตในโลกนี้ และชีวิตของโลกนี้ เมื่อเทียบกับอาคิเราะฮฺแล้วหาใช่อื่นใดไม่ นอกจากความเพลิดเพลินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ” (สูเราะฮฺ อัร-เราะ‘อดุ : 26 ) มีหะดีษมากมายที่กล่าวตำหนิปัจจัยทั้งหลายของโลกนี้ และพรรณนาถึงความไร้ค่าของมันในสายตาของ อัลลอฮฺ เช่น ท่านญาบิร บิน อับดุลลอฮฺ รายงานว่า มีอยู่วันหนึ่งท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะซั้ลลัม ได้เดินผ่านตลาดแห่งหนึ่ง มีศ่อหาบะฮฺจำนวนหนึ่งอยู่ข้างๆท่านด้วย ท่านได้เดินไปพบซากแพะตายตัวหนึ่งซึ่งหูของมันสั้นมาก ท่านจึงกล่าวว่า “ ในหมู่พวกท่าน มีใครบ้างไหมที่อยากจะได้แพะตัวนี้ด้วยราคาเพียงแค่หนึ่งดิรฮัม ? ” พวกเขาตอบว่า “ พวกเราไม่อยากได้มันเลยแม้แต่น้อย มันไม่มีค่าไม่มีประโยชน์อะไรเลยสำหรับพวกเรา” ท่านได้ถามต่อไปอีกว่า“หรือพวกท่านอยากได้มันฟรีๆ ? ” พวกเขาตอบว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า ต่อให้มันเป็นแพะเป็นๆพวกเราก็ไม่เอา เนื่องจากหูของมันสั้นมากเกินไป แล้วนี่มันเป็นซากสัตว์ตายแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย” ดังนั้นท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะซั้ลลัม จึงได้กล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ โลกนี้ไม่มีความหมายในสายตาของอัลลอฮฺยิ่งกว่าซากแพะตัวนี้ในสายตาของพวกท่าน” (ศ่อหี๊ยหฺ มุสลิม : กิตาบ อัซฺ-ซุฮฺดฺ 18/93) รายงานจากท่านอิบนุ ชัดดาด อัล-ฟะฮฺรียฺ ว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะซั้ลลัม ได้กล่าวว่า“ โลกนี้เมื่อเทียบกับโลกหน้าที่จะมาถึงนั้น ประหนึ่งเหมือนกับการที่คนใดในหมู่พวกท่านเอานิ้วจุ่มลงไปในมหาสมุทร พวกท่านจงพิจารณาดูซิว่า จะมีน้ำมากน้อยเพียงใดที่จะติดมากับนิ้วของท่าน เมื่อท่านดึงนิ้วขึ้นมา” (ศ่อหี๊ยหฺ มุสลิม : กิตาบ อัล-ญันนะตุ วะนะอียฺมุฮา 17/191) จากท่านอิบนุ ซะฮฺลฺ บิน ซะอฺดฺ อัซ-ซาอิดียฺ รายงานว่าท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะซั้ลลัม ได้กล่าวว่า“ หากโลกนี้มีค่าเพียงแค่ปีกยุงในสายตาของอัลลอฮฺ พระองค์ก็จะไม่ให้น้ำดื่มแม้แต่อึกเดียวในโลกนี้แก่พวกกาฟิร ” (ศ่อหี้ยหฺ เฆ็าะรี้บฺ, สุนัน ติรมิซียฺ : กิตาบ อัซฺ-ซุฮฺดฺ) ชีวิตที่เรียบง่ายสมถะนั้นหมายถึงการหันห่างจากสิ่งต่างๆของโลกนี้ เนื่องจากมันไม่มีค่าอันใด ท่านจะต้องไม่ยึดติดอยู่กับมัน แต่จงตัดขาดจากมัน ท่านยูนุซ อิบนุ มัยซะเราะฮฺ ได้กล่าวว่า“การตัดขาดจากโลกนี้ มิได้หมายความว่า ท่านจะต้องหักห้ามจากสิ่งที่อัลลอฮฺได้อนุมัติ หรือไม่ใช่ว่าท่านจะใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ตรงกันข้าม มันเป็นสภาวะหนึ่งที่ท่านเชื่อมั่นอย่างสนิทใจต่อสิ่งที่อยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮฺ มากกว่าสิ่งที่อยู่ในมือของท่าน สภาวะความทุกข์ยากของท่านก็เหมือนกับสภาวะอื่นๆที่ท่านประสบ ท่าทีของท่านที่มีต่อผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ท่านอย่างตรงไปตรงมา ก็เหมือนกับท่าทีที่มีต่อผู้ที่สรรเสริญเยินยอท่าน” ท่านยูนุส อิบนุ มัยซะเราะฮฺ ได้อธิบายถึงความสมถะเป็นสามระดับ ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวกับเรื่องของจิตใจทั้งสิ้นไม่เกี่ยวกับร่างกายเลย สภาวะที่บ่าวคนหนึ่งเชื่อมั่นอย่างสนิทใจต่อสิ่งที่อยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮฺ มากกว่าสิ่งที่อยู่ในมือของเขา เป็นสภาวะที่เกิดจากการมีความเชื่อมั่นในอัลลอฮฺอย่างเข้มแข็งมั่นคง ท่านอบู หาซิม อัซ-ซาหิด ได้ถูกถามว่า “ทรัพย์สมบัติของท่านคืออะไร?” ท่านตอบว่า“ทรัพย์สมบัติสองอย่างที่ขับไล่ความกลัวทั้งหลายเกี่ยวกับความยากจน คือ การมอบหมายและไว้วางใจต่ออัลลอฮฺกับการไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งที่คนอื่นมี” ท่านได้ถูกถามอีกว่า “ท่านไม่กลัวความยากจนรึ ?” ท่านกล่าวว่า“ฉันจะไปกลัวความยากจนได้อย่างไรเล่า ในเมื่อพระผู้อภิบาลของฉันทรงเป็นผู้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และที่อยู่ในระหว่างทั้งสองนั้น ตลอดจนทุกสรรพสิ่งใต้พื้นดิน?” ท่านอัล-ฟุฎัยลฺ ได้กล่าวว่า “ผู้ที่เป็นคนสมถะนั้น คือผู้ที่มีชีวิตที่เรียบง่าย เขาคือคนร่ำรวย ผู้มีอีมานที่แท้จริง เขาคือผู้ที่มอบหมายและวางใจต่ออัลลอฮฺในกิจการทุกอย่างของเขา และพึงพอใจกับสิ่งที่พระองค์ประทานให้แก่เขา และไม่หลงยึดติดกับสิ่งใด ดังกล่าวนี้จะพบว่าการดิ้นรนขวนขวายให้ได้ผลกำไรในโลกนี้ จึงไม่คุ้มกับผลประโยชน์ที่ได้รับจากความเรียบง่าย เขาจึงเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่มนุษย์ แม้ว่าเขาอาจจะไม่ได้ครอบครองสิ่งใดเลยในโลกนี้” ท่านอัมมารฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุได้กล่าวว่า “เพียงพอแล้วที่มีความตายเป็นผู้ตักเตือน เพียงพอแล้วที่มีอีมานอย่างแท้จริงเป็นทรัพย์สมบัติ เพียงพอแล้วที่มี‘อิบาดะฮฺ เป็นการงานที่ขะมักเขม้น” ท่านอิบนุ มัสอูด ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้กล่าวว่า “อีมานที่แท้จริงคือ การไม่พยายามที่จะทำให้ผู้อื่นชื่นชมโดยกระทำในสิ่งที่จะนำไปสู่ความไม่พึงพอใจของอัลลอฮฺในตัวท่าน การไม่อิจฉาริษยาผู้อื่นในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่ผู้นั้น ไม่กล่าวร้ายผู้อื่นในสิ่งที่อัลลอฮฺไม่ประทานสิ่งใดแก่ท่าน ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยยังชีพที่อัลลอฮฺประทานลงมาบนหน้าแผ่นดินนี้ ไม่เป็นที่ล่อใจง่ายนักสำหรับผู้ที่ระมัดระวังตัว และจะไม่ถูกเบี่ยงเบนโดยผู้ที่มุ่งร้าย ด้วยความยุติธรรม ความรอบรู้ และหิกมะฮฺของอัลลอฮฺ พระองค์ได้ทำให้ความปิติยินดีกับความเบิกบานใจอยู่กับอีมานและความพึงพอใจในสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เขา ทำให้ความหมดหวังกับความโศกเศร้าอยู่กับความไม่ไว้วางใจและความไม่พอใจ” 2. สภาพที่บ่าวผู้หนึ่งที่ถ้าเขาได้รับความลำบากเสียใจ อันเนื่องมาจากการสูญเสียหรือการทดสอบใดๆ เช่น ลูกเสียชีวิต หรือทรัพย์สินสูญหาย เขาปรารถนาที่จะได้รับรางวัลสำหรับการสูญเสียของเขามากกว่าที่จะได้รับสิ่งที่สูญหายไปคืนมา นี่ก็เป็นผลมาจากการมอบหมายและไว้วางใจต่ออัลลอฮฺอย่างสุดหัวใจ ท่านอะลียฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้กล่าวว่า “ผู้ใดที่มีชีวิตเรียบง่ายในโลกนี้เมื่อใดที่พบกับการทดสอบ ก็จะเป็นการง่ายแก่เขาที่จะอดกลั้นทนรับมันได้” ชนรุ่นสลัฟ บางท่านเคยกล่าวไว้ว่า“ถ้าไม่มีการสูญเสีย ไม่มีการทดสอบเลยในโลกนี้ เราคงจะไม่ได้อะไรเลยในโลกหน้า” 3. สภาพที่บ่าวผู้หนึ่งถือว่าการชมเชยและการวิพาษ์วิจารณ์นั้นมีค่าเท่ากัน หมายความว่าในหัวใจของเขานั้นถือว่า ผู้ใดจะคิดอย่างไรต่อเขา เขาไม่ใส่ใจถือว่ามันไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับเขาก็คือความรักของเขาที่มีต่อสัจธรรมและการแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ ท่านอิบนุ มัสอูด ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้กล่าวว่า“อีมานที่แท้จริงคือ การไม่พยายามที่จะทำให้ผู้อื่นชื่นชมโดยกระทำในสิ่งที่จะนำไปสู่ความไม่พึงพอใจของอัลลอฮฺในตัวท่าน”อัลลอฮฺทรงสรรเสริญผู้ที่ต่อสู้ในหนทางของพระองค์ โดยไม่กังวลใจว่าใครจะคิดอย่างไรต่อเขา ท่านหะซัน อัล-บัศรียฺ ได้กล่าวว่า“คนที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายนั้น คือคนที่พบว่าในหัวใจตัวเองกล่าวแต่เพียงว่าคนอื่นดีเหนือกว่าเรา” ท่านอิมาม อะหฺมัด ได้ถูกถามว่ามหาเศรษฐีก็ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายได้ด้วยหรือ ? ท่านตอบว่า“ใช่แล้ว ตราบใดที่ เขาไม่ดีใจเมื่อทรัพย์สินของเขาเพิ่มพูน และไม่เศร้าเสียใจเมื่อมันเหลือน้อยลง” มีคนหนึ่งกล่าวแก่คนศอลิหฺท่านหนึ่งว่า“ฉันไม่เคยเห็นใครสละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างมากไปกว่าท่านเลย” คนศอลิหฺท่านนั้นจึงตอบว่า“ท่านนั่นแหละที่สละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างมากไปกว่าฉันเสียอีก เพราะแท้จริงฉันสละทิ้งสิ่งที่ไม่ยังยืนในโลกนี้ และภาคผลของมันก็ไม่มีความแน่นอน แต่ทว่าตัวท่านเองกลับสละทิ้งอาคิเราะฮฺ เพราะฉะนั้น จะมีใครอีกเล่าที่สละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างมากไปกว่าท่าน” ท่านหะซัน อัล-บัศรียฺ ได้กล่าวว่า“ฉันมีโอกาสได้รู้จักและใช้ชีวิตร่วมกับคนหลายกลุ่ม พวกเขามิได้ชื่มชมยินดีเมื่อสิ่งต่างๆในโลกนี้ประสบแก่พวกเขา พวกเขาไม่ทุกข์ระทมเมื่อสูญเสียสิ่งใดๆในโลกนี้ ชีวิตในโลกนี้ไม่มีความหมายอะไรสำหรับพวกเขามากไปกว่าผงธุลี บางคนของพวกเขาอาจจะมีชีวิตอยู่ 1 ปี หรือ 60 ปี โดยไม่มีอาภรณ์สักชิ้นเดียวที่คลุมกายเขาได้ทั่วทั้งร่าง ไม่มีแม้แต่สิ่งใดที่จะรองรับระหว่างตัวเขากับพื้นดิน ไม่มีอาหารที่จะมาทำกินในครอบครัว ครั้นเมื่อถึงยามค่ำคืน พวกเขาก็จะยืนขึ้นด้วยกับเท้าของพวกเขา ด้วยหน้าผากที่ซุญูดแนบพื้นดิน น้ำตาที่หลั่งไหลลงมาอาบแก้มของพวกเขา พลางกระซิบกระซาบอ้อนวอนอย่างแผ่วเบาต่ออัลลอฮฺให้ช่วยปกป้องคุ้มครองพวกเขาในวันกิยามะฮฺ ถ้าพวกเขาได้ทำความดีสิ่งใด พวกเขาไม่เคยหยุดที่จะแสดงความปิติยินดีต่อมัน แต่พวกเขามักจะขอเสมอให้อัลลอฮฺทรงรับมัน ถ้าเมื่อใดที่พวกเขาได้กระทำสิ่งที่ไม่ดีพวกเขาจะเศร้าเสียใจต่อมัน แล้วพวกเขาจะยังคงขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺเรื่อยไปให้พระองค์อภัยโทษแก่พวกเขา ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ พวกเขาไม่ได้รอดพ้นจากการทำผิด แต่ทว่าพวกเขาได้รับความช่วยเหลือให้รอดพ้นก็ด้วยการสำนึกผิดกลับตัวกลับใจอยู่ตลอดเวลา ขออัลลอฮฺทรงโปรดปรานพวกเขาและทรงประทานความเมตตาแก่พวกเขา” ความสมถะมี 3 ขั้นด้วยกัน ขั้นที่ 1. ท่านจะต้องสลัดทิ้งจากชีวิตของโลกนี้ แม้ว่าท่านยังมีความต้องการมันอย่างมาก และจิตใจท่านก็ยังคงโหยหาถึงมันอยู่ก็ตาม นัฟซูจะยังคงถูกโลกดุนยานี้ครอบงำอยู่ แม้ว่าท่านต่อสู้กับมันและอดกลั้นอย่างสุดแรงต่อมันก็ตาม ขั้นที่ 2. การตัดขาดจากโลกนี้ และกระทำการใดๆโดยไม่หวังผลในโลกนี้เพื่อว่าท่านจะได้รับรางวัลตอบแทนจากการหันห่างจากมัน นี่เป็นขั้นตอนที่การงานของท่านไม่มีอะไรในโลกนี้ครอบงำท่าน ผู้ใดที่อยู่ในขั้นนี้เขาบริจาค 1 ดิรฮัมออกไป เพื่อที่จะได้รับ 2 ดิรฮัมเป็นการตอบแทน ขั้นที่ 3. เป็นขั้นที่คนผู้นั้นเต็มใจที่จะผลักไสโลกนี้ออกไปไกลๆ ไม่สนใจแม้กระทั่งจะคิดถึงสิ่งที่เขาได้ละทิ้งมันไปแล้ว เช่นนี้เปรียบเสมือนเขาผู้นั้นได้แลกเศษเครื่องปั้นดินเผาที่แตกเป็นเสี่ยงๆ เพื่อเปลี่ยนเอาเพชรนิลจินดาอันล้ำค่า หรือเปรียบเสมือนผู้ที่กำลังแสวงหาหนทางสะดวกง่ายดายในการเข้าเฝ้าพระราชา ซึ่งที่ประตูพระราชวังมีสุนัขคอยเฝ้าระวังอยู่ การเอาเศษอะไรสักอย่างโยนไปทางอื่น จะทำให้เจ้าสุนัขตัวนั้นไขว้เขวเบนความสนใจวิ่งไล่ตามสิ่งที่ถูกโยนไปนั้น และจะทำให้เขามีโอกาสเข้าไปถึงท้องพระโรงได้โดยง่าย ชัยฏอนเปรียบเสมือนสุนัขตัวนั้น ซึ่งมันกำลังยืนจ้องขวางทางอยู่ที่หน้าประตูทั้งหลายที่จะเข้าไปหาอัลลอฮฺ มันพยายามทุกวิถีทางที่จะขัดขวางผู้คนทั้งหลายไม่ให้เข้าไปใกล้ประตูเหล่านั้น ถึงแม้ประตูเหล่านั้นจะเปิดกว้างอยู่ก็ตาม และโลกนี้ก็เปรียบเสมือนเป็นเพียงเศษอะไรชิ้นหนึ่งอันไร้ค่าที่หล่นอยู่บนทางเท้า ท่านสามารถใช้มันขว้างออกไปข้างทางได้เลยโดยไม่ต้องลังเล …………………………… หมายเหตุ บางตอนของ บทที่ 22 จากหนังสือ “การขัดเกลาจิตใจ ตามแนวทางของ อุละมาอ์ สะลัฟ ” รวบรวมจาก งานของ อิบนุ ร่อยับ อัล-หันบะลียฺ อิบนุล ก็อยยิม อัล-เญาซียฺยะฮฺ และอบูหะมีด อัล-ฆ่อซาลียฺ
|