• Home
  • มหาวิทยาลัยหลังเที่ยงคืน
  • สนพ.เตาบะฮฺ
เมนู
Home
ฉันอยากกลับตัว ... แต่ทว่า
นะศีฮัต - ด้วยความจริงใจ
ชมและฟังเพื่อการขัดเกลา
ผู้รู้มาตอบปัญหา
กิจกรรม
ห้องเรียนหลังเที่ยงคืน
วิทยาลัยรุ่งสาง

อิสลาม.in.th

 

สถานะแห่งการเตาบะฮฺ พิมพ์ อีเมล์

blank_pageSample Image

สถานะแห่งการเตาบะฮฺ


อิมามอิบนุก็อยยิม อัลเญาซิยยะฮฺ
อับดุลฮัยยฺ ฟื้นฟูศาสน์ เรียบเรียง

 

 

 

 

 

 

สถานะแห่งการเตาบะฮฺ เป็นสถานะเริ่มต้น เป็นสถานะตอนกลางและเป็นสถานะสุดท้ายของทุกสถานะแห่งการยอมจำนนต่อเจตนารมณ์ของผู้เป็นเจ้า บ่าวผู้แสวงหาความพึงพอใจจากอัลลอฮฺไม่เคยทอดทิ้งการเตาบะฮฺ เขาจะยังคงอยู่ในสภาพของการเตาบะฮฺจนกว่าจะหมดลมหายใจ ไม่ว่าสภาพความศรัทธาของเขาจะเป็นเช่นใด บ่าวผู้นั้นจะยังทำให้เตาบะฮฺเป็นสหายที่แน่วแน่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเตาบะฮฺจึงเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นจุดสุดท้ายของความเป็นบ่าวที่มีต่อผู้สร้างของเขา จำเป็นที่จะต้องเตาบะฮฺ ณ จุดสุดท้ายเช่นเดียวกับขณะเริ่มต้น เป็นสิ่งควบคุมและใช้แทนที่ความจำเป็นอื่นๆทั้งหมด อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า “และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮ์เถิด โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ”  (อันนูรฺ 24:31)

อายะฮฺข้างต้นประทานที่มะดีนะฮฺ(หลังการอพยพ)ซึ่งอัลลอฮฺทรงกำชับแก่ผู้คนแห่งอีหม่าน ซึ่งเป็นสิ่งถูกสร้างที่ดีที่สุด พระองค์เรียกร้องพวกเขาให้ทำการเตาบะฮฺ “จงขอลุแก่โทษ” ต่อพระองค์ ภายหลังที่พวกเขาได้ศรัทธา ตลอดจนต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก การทดสอบความศรัทธา การต้องอดทน การอพยพและการญิฮาด จากนั้นอัลลอฮฺได้กำหนดให้การเตาบะฮฺเป็นเงื่อนไขของความสมบูรณ์ ไม่มีใครสามารถหวังในความสำเร็จได้ ยกเว้นผู้ที่เตาบะฮฺตัว อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า “และผู้ใดไม่สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว ชนเหล่านั้นคือบรรดาผู้อธรรม” (อัลหุจญรอต  49:11)

 

อัลลอฮฺทรงจำแนกบ่าวของพระองค์ออกเป็นสองประเภท คือผู้ที่ทำการเตาบะฮฺกับผู้ที่ทำบาป ไม่มีประเภทที่สามอีกแล้ว อัลลอฮฺทรงเรียกผู้ที่ไม่ยอมเตาบะฮฺว่า “ซอลิมูน” (ผู้ทำบาปและละเมิด) และไม่มีใครที่จะทำบาปและละเมิดยิ่งไปกว่าผู้ที่ไม่ยอมสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวสำหรับความผิดที่ได้ก่อไว้ สถานะนี้เป็นผลมาจากการที่บุคคลหนึ่งเพิกเฉยต่ออัลลอฮฺและสิทธิหน้าที่มีต่อพระองค์ เช่นเดียวกับที่เกิดจากความแตกร้าวของตัวเองและความชั่วร้ายจากการงานของเขา นบี(ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม)เคยกล่าวว่า “ผู้คนทั้งหลาย พวกท่านจงเตาบะฮฺตัวต่ออัลลอฮฺเถิด ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันเตาบะฮฺต่อพระองค์มากกว่าเจ็ดสิบครั้งในวันหนึ่ง” (บุคอรีย์)

 

เศาะฮาบะฮฺของท่านเคยนับที่ชุมนุมว่าท่านจะกล่าวเป็นร้อยครั้งว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดอภัยให้แก่ฉันและรับการกลับตัวของฉัน พระองค์คืออัตเตาวาบ(ผู้ทรงรับการกลับตัว) อัลเฆาะฟูรฺ” นบีเคยกล่าวว่า “ไม่มีใครรอดพ้น(ในวันแห่งการตัดสิน)ด้วยการงานของเขา พวกเขา(เศาะฮาบะฮฺ)จึงถามว่า “แม้แต่ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺกระนั้นหรือ? นบีตอบว่า “แม้แต่ฉัน เว้นแต่อัลลอฮฺจะประทานความเมตาตาและความปรานีของพระองค์”

จุดเริ่มต้น(ฟาติฮะฮฺ)ของการเตาบะฮฺ

เตาบะฮฺคือการกลับเนื้อกลับตัวของบ่าวไปสู่อัลลอฮฺ นอกจากนี้ยังหมายถึงการหันหลังให้กับแนวทางของผู้ที่อัลลอฮฺทรงโกรธกริ้วและบรรดาผู้ที่หลงผิด การกลับตัวไม่อาจทำได้ยกเว้นด้วยทางนำจากอัลลอฮฺสู่เส้นทางอันเที่ยงตรง และบ่าวไม่อาจเข้าถึงทางนำเว้นแต่ด้วยความช่วยเหลือและการยอมจำนนผ่านเตาฮีด ซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺได้อธิบายแนวคิดนี้ด้วยสมบูรณ์และด้วยถ้อยคำสำนวนที่งดงามยิ่ง 

ใครก็ตามที่ใคร่ครวญซูเราะฮฺฟาติหะฮฺ และมอบสิทธิวิเคราะห์ผ่านความรู้ และการใคร่ครวญบนข้อเท็จจริง ตลอดจนด้วยการปฏิบัติตามทิศทางนั้น ย่อมจะตระหนักได้ว่า บุคคลหนึ่งไม่สามารถอ่านฟาติหะฮฺ ด้วยการอ่านที่แท้จริง จนกว่าเขาจะเตาบะฮฺด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทางนำที่สมบูรณ์ซึ่งจะนำไปสู่ทางที่เที่ยงตรงไม่อาจจะเข้าถึงได้โดยไม่มีการแยกแยะบาปต่างๆหรือยังคงตกอยู่ในการทำบาป การไม่สามารถจำแนกบาปได้นับเป็นการปฏิเสธความรู้แห่งทางนำ การยืนกรานอยู่ในบาปเป็นการปฏิเสธเจตนาและความมุ่งหมายของผู้เป็นบ่าว ดังนั้น เตาบะฮฺจะยังไม่ถูกต้องจนกว่าบุคคลหนึ่งจะสำนึกในบาป ยอมรับมันและแสวงหาหนทางที่จะกำจัดผลของความเสียหายออกจากตัวเขา  

แสวงหาการปกป้องจากบาป 

ดังนั้นแง่มุมแรกของเตาบะฮฺคือ ตรวจสอบดูว่าบุคคลหนึ่งถูกชักนำให้หางไกลจากการแสวงหาความพึงพอใจจากอัลลอฮฺด้วยการทำบาปต่างๆได้อย่างไร ประการต่อมาเขาจะต้องตระหนักว่าอัลลอฮฺมิได้ปกป้องเขาจากบาป เขายังจะต้องใคร่ครวญว่าบุคคลหนึ่งมีความสุขอย่างไรขณะที่ทำบาปและยังคงจมปลักอยู่ในบาป ทั้งที่มั่นใจว่าอัลลอฮฺมองดูเขาอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใดหรือที่ใดก็ตาม หากบุคคลได้แสวงหาความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ เขาย่อมจะไม่ออกห่างจากทางนำของการเชื่อฟัง “และผู้ใดยืดมั่นต่ออัลลอฮ์ แน่นอนเขาก็ได้รับคำแนะนำไปสู่ทางอันเที่ยงตรง”(อาละอิมรอน 3:101)

หากการยึดมั่นในอัลลอฮฺมีความหนักแน่นมั่นคง เขาย่อมจะไม่ถูกละทิ้งโดยอัลลอฮฺ “และจงยึดมั่นต่ออัลลอฮ์ พระองค์เป็นผู้คุ้มครองพวกเจ้า เพราะพระองค์คือผู้คุ้มครองที่ดีเลิศ และผู้ทรงช่วยเหลือที่ดีเยี่ยม” (อัลฮัจญ์ 22:78)

ในอีกแง่หนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่ยึดมั่นอยู่กับพระองค์ พระองค์จะเป็นผู้ทรงปกป้องของเรา และพระองค์จะช่วยเหลือเราในการต่อสู้กับนัฟซูและชัยฎอน ศัตรูทั้งสองเป็นหนึ่งเดียวทีไม่เคยออกห่างจากผู้เป็นบ่าวแม้ชั่วขณะยาม ความเป็นศัตรูของทั้งสองเป็นอันตรายแก่บ่าวยิ่งกว่าศัตรูภายนอก การได้รับชัยชนะเหนือศัตรูดังกล่าวยากยิ่งกว่า ความต้องการของบ่าวคนหนึ่งต่อชัยชนะดังกล่าวมีความสำคัญยิ่งกว่า ระดับของความช่วยเหลือที่ยื่นมาให้เพื่อเอาชนะศัตรูทั้งสองนี้ขึ้นอยู่กับระดับของความเชื่อมั่นและการมอบหมายที่มีต่ออัลลอฮฺ หากเราไม่มั่นใจในอัลลอฮฺอย่างหนักแน่น เราก็จะออกห่างจากการปกป้องของอัลลอฮฺ และนี่คือการขาดทุนที่แท้จริง อัลลอฮฺย่อมสามารถช่วยเหลือเราให้ออกห่างจากบาปต่างๆ  อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่เราออกห่างจากพระองค์ เราจึงถูกปล่อยให้ทำตามนัฟสฺ หากพระองค์ปราถนาที่ปกป้องเรา ความชั่วร้ายย่อมหรือบาปต่างๆจะไม่พบหนทางเข้าถึงตัวเรา

 

เมื่อใดที่บ่าวละเลยผลของบาป เขาจะพบความพึงพอใจเมื่อเขาอิ่มใจอยู่กับกิเลสต้องห้าม ความพึงพอใจในการดื้อดึงจึงเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการเพิกเฉยต่อผู้ทรงยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นบุคคลที่เขาดื้อดึง และการละเลยต่อผลที่ชั่วร้ายจากบาปและการงานที่เสียหาย ความพอใจในบาปของเขาได้ปกปิดสายตาของเขา ในความเป็นจริงความพึงพอใจต่อการทำบาปของเขาเป็นอันตรายต่อเขายิ่งกว่าการทำบาปของเขาเสียอีก ผู้ศรัทธาจะต้องไม่พึงพอใจกับบาปต่างๆ

 

ในทางตรงกันข้าม เขาจะต้องไม่ติดตามมัน เว้นแต่ด้วยความโศกสลดในหัวใจ แต่การมึนเมาอยู่ในกิเลสตัณหาจะอำพรางจากความรู้สึกสำนึกผิด ยามใดที่หัวใจว่างเปล่าจากความรู้สึกโศกสลดและมีความสุขอยู่กับบาป ดังนั้นเขาจะต้องถามไถ่ถึงความศรัทธาของเขาและร่ำให้สำหรับการตายของหัวใจของเขา หากคนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่ สำหรับการทำบาปต่างๆไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ผลกระทบอันชั่วร้ายจะซึบซับในตัวตนอย่างยาวนานจนสังเกตุเห็นได้ยาก ความเพียรพยายามในการขัดเกลาตนเองอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นในการนำเราออกห่างจากบาปและการขจัดให้สิ้นไป โดยการทำให้ความสำคัญสิ่งต่างๆดังนี้ 

1. กลัวต้องตายก่อนมีโอกาสเตาบะฮฺ

2. เสียใจกับความดีที่พลาดไปอันเนื่องมาจากการดื้อดึงกับอัลลอฮฺ

3. ทำการงานอย่างจริงจังเพื่อทดแทนสิ่งที่พลาดไป  

เมื่อบุคคลหนึ่งขาดการเอาใจใส่อย่างสมบูรณ์เขาย่อมจะไม่ลดละในบาป อันหมายเขายังคงดื้อดึงด้วยเจตนาที่จะทำบาปครั้งแล้วครั้งเล่า สภาพเช่นนี้โดยตัวมันเองนับเป็นบาปอีกประเภทหนึ่งซึ่งอาจจะทำให้ใหญ่ยิ่งกว่าประเภทแรก ส่วนหนึ่งของการลงโทษสำหรับบาปคือการที่มันจะนำไปสู่บาปที่ใหญ่กว่าขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งว่ามันทำลายตัวเขาอย่างสมบูรณ์หากว่าเขาไม่ยอมกลับตัว

 

การยืนกรานอยู่ในบาปเป็นอีกบาปหนึ่ง การไม่พยายามที่จะแก้ไขบาปหมายถึงการยืนกรานต่อบาปและพอใจต่อมัน นี่คือสัญลักษณ์ของความพินาศ เลวร้ายยิ่งกว่าทั้งหมด

 

มีข้อพิจารณาสองประการสำหรับผู้ทำบาป คือขาดความละอายต่ออัลลฮฺเพราะการไม่ตระหนักว่าอัลลอฮฺทรงมองดูอยู่ตลอดเวลา และการไม่กลัวที่จะต้องหลุดออกจากศาสนา ดังนั้นเงื่อนไขประการหนึ่งที่จะทำให้การเตาบะฮฺเป็นที่ตอบรับคือการการที่คนหนึ่งศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมว่าอัลลอฮฺทรงมองเขาอยู่และทรงมองดูตลอดเวลา พระองค์มองเห็นการทำบาปทุกอย่างที่ก่อไว้ 

การเตาบะฮฺอันหมายถึงการกลับเนื้อกลับตัวสู่อัลลอฮฺจะไม่ถูกต้องและสมบูรณ์หากปราศจากความรู้เกี่ยวกับพระนามต่างๆของอัลลอฮฺและคุณลักษณะของพระองค์ตลอดจนความสำคัญที่มีต่อพระองค์และต่อโลกนี้ บ่าวที่เตาบะฮฺตัวจะต้องรู้ว่าเขากำลังวิ่งหนีจากพระผู้เป็นเจ้าของเขา และถูกตรึงด้วยการเหนี่ยวรั้งจากศัตรู เขาจะไม่ถูกกักจากกรงเล็บของศัตรูยกเว้นด้วยการเพิกเฉยต่อพระเจ้าของเขาและการท้าทายด้วยการฝ่าฝืนพระองค์ เขาควรจะรู้ตัวว่าเขากำลังเพิกเฉยเมื่อใดและอย่างไร และติดกับดักของศัตรูเมื่อไหร่และวิธีไหน เขาจะต้องเชื่อว่าการเตาบะฮฺจะต้องมีความแน่วแน่และตระหนักอย่างสมบูรณ์เพื่อให้ตนเองรอดพ้นจากศัตรูและสามารถหันกลับและวิ่งกลับไปยังพระเจ้าของเขา อัรเราะฮฺมาน อัรเราะฮฺฮีม เขาจะต้องตระหนักว่าการหันกลับไปยังพระเจ้าของเขาเป็นการหันหลังอย่างแท้จริงต่อเส้นทางที่พังพินาศ ที่ซึ่งศัตรูได้ดึงตัวเขาไว้ เขาจะต้องทราบก้าวต่างๆที่นำเขาออกจากผู้เป็นเจ้า และความพยายามต่างๆตลอดจนบรรดาอุปสรรคที่เขาจะต้องเผชิญอย่างสาหัสในการกลับไปยังเส้นทางอันเที่ยงตรง   

……………………………………………..

 

 

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Managed by Ghuraba Group Free counter and web stats